ข่าวกิจกรรม

คอนเสิร์ตการกุศล สมทบทุนการศึกษา "ต้นกล้าแห่งความหวัง"

คอนเสิร์ตการกุศล สมทบทุนการศึกษา "ต้นกล้าแห่งความหวัง"

 

 

รวมน้ำใจ รินรดเหล่าต้นกล้าให้งอกงาม

        "เหล่าต้นกล้าล้วนต้องการการรินรดด้วยความรัก ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่ง เหล่าต้นกล้านี้ก็จะค่อยๆเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ สามารถเป็นที่พึ่งให้คนอื่น ทำประโยชน์เพื่อสังคม สร้างวัฏจักรแห่งความดีของสังคมได้ หากเป็นเช่นนี้ สังคมเราก็จะเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยต่อกันและกัน" คุณสุกัญญา ริมพนาเวศ ประธานบริหารมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล สมทบทุนการศึกษา

          17 มีนาคม 2562 ฉือจี้ในเมืองไทยได้เชิญศิลปินนักร้อง 5 คน และพิธีกร 1 คน ร่วมคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล สมทบทุนการศึกษา เพื่อส่งต่อความรักผ่านเสียงเพลง ในขณะเดียวกันยังรวมน้ำใจจากผู้ใจบุญ สานฝันทางการศึกษาให้เด็กๆที่ยังมีความขาดแคลน

          ภายนอกของห้องแสดงคอนเสิร์ต จะเห็นถึงภาพบรรยากาศอันอบอุ่นของการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ก่อนกิจกรรมจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ทั้งจิตอาสา พนักงาน นักเรียนและผู้ใจบุญ ต่างก็กุลีกุจอกับงานที่ตนได้รับมอบหมาย ทั้งการตกแต่งสถานที่ ซ้อมการแสดงภาษามือ หรือเตรียมอาหารเที่ยง เป็นต้น

      จิตอาสาฉือจี้ประดับตกแต่งเวทีด้วยดอกไม้สด

 

    ▲นักเรียนจิตอาสาช่วยจัดเรียงดอกไม้สำหรับจำหน่ายเพื่อการกุศล 

     ▲จิตอาสาฉือจี้ คุณเฉินอวี่หง (ขวา 1) นำนักเรียนทุนการศึกษาฉือจี้ซ้อมการแสดง  

 

     ▲ก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้น ปุณยาพร ชาญพินิจพจน์ (ซ้าย 2) ทิพย์สุดา (ซ้าย 1) และ นิตยา (ซ้าย 3) ร่วมกันซ้อมการแสดง

    ▲คุณหงจ่งย่าว (ขวา 3) และคุณหวงเหลียนเจิน ภรรยา (ขวา 2) ช่วยทำข้าวปั้นเจให้ทุกคนรับประทาน

    ▲คุณรัตนโชติ ประมวลทรัพย์ (ซ้าย 1) พนักงานฝ่ายสื่อฯ และคุณทวีชัย ทาบุญสม(ซ้าย 2) ช่วยกันตรวจเช็คความเรียบร้อยของระบบควบคุมเสียง

     จิตอาสาแนะนำผลิตภัณฑ์จากร้านหนังสือจิ้งซือและผลิตภัณฑ์จากธัญพืชแต่ละอย่างแก่ผู้ชมคอนเสิร์ตด้วยความปีติ

          จิตอาสาฉือจี้ คุณเมตตา ชิว และคุณอังคณา คุณคำ เดินทางจากเชียงใหม่เพื่อมาร่วมงานคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ ครั้งนี้ยังได้อุดหนุนงานฝีมือของคนในท้องถิ่น มาจำหน่ายเพื่อการกุศล นำรายได้สมทบทุนการศึกษา เป็นอีกหนึ่งพลังสนับสนุนเหล่าต้นกล้า คุณเมตตา แบ่งปันความรู้สึกว่า "ทุกคนต่างก็มาร่วมแสดงพลังของตน ซึ่งถ้าให้ฉันไปร้องเพลง ฉันก็ร้องไม่เป็น ทำอย่างอื่นฉันก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าให้ขายของเพื่อการกุศลอันนี้ฉันทำได้ ฉันก็เลยไปหาซื้องานฝืมือจากคนในท้องถิ่น ไปช่วยซื้อของจากพวกเขา แล้วนำมาจำหน่ายเพื่อการกุศลในครั้งนี้ เพื่อนำเงินสมทบกองทุนการศึกษา ช่วยเหลือนักเรียนที่ยากไร้ ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มีความหมายค่ะ"

     คุณเมตตา ชิว และคุณอังคณา คุณคำ เดินทางจากเชียงใหม่เพื่อมาร่วมงานคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ และยังได้อุดหนุนงานฝีมือของคนในท้องถิ่น มาจำหน่ายเพื่อการกุศล

ผู้ใจบุญทุกแวดวงร่วมคอนเสิร์ตการกุศล สนับสนุนการศึกษาของเหล่าต้นกล้า

          ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์งานฝีมือเพื่อการกุศล ผลิตภัณฑ์จากร้านหนังสือจิ้งซือ ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากต้าอ้ายเทคโนโลยี หรือดอกไม้เพื่อการกุศล ล้วนมีผู้ชมคอนเสิร์ตอุดหนุนกับอย่างเนืองแน่น 1 ชั่วโมงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้น แขกผู้มีเกียรติทยอยเดินทางมาถึง โดยมีจิตอาสาฉือจี้คอยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และนำเข้าสู่ห้องแสดงคอนเสิร์ต

       1 ชั่วโมงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้น แขกผู้มีเกียรติทยอยเดินทางมาถึง โดยมีจิตอาสาฉือจี้คอยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และนำเข้าสู่ห้องแสดงคอนเสิร์ต

          คุณอาลัย พรหมชนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษาฉือจี้มา 2-3 ปีแล้ว ด้วยความซาบซึ้งใจในการสนับสนุนด้านการศึกษาของฉือจี้ เพียงแค่ทราบว่ามี "คอนเสิร์ตเพื่อการกุศล สมทบทุนการศึกษา" คุณอาลัยก็ตัดสินใจซื้อบัตรร่วมรับชมคอนเสิร์ตโดยไม่ลังเลใจ คุณอาลัย แบ่งปันความรู้สึกว่า "ดิฉันคิดว่ามันเป็นสะพานบุญที่มีคุณค่ามาก ที่ทำให้ผู้ใหญ่ใจดีที่มีฐานะทางบ้านหรือมีความพร้อม ได้เดินตามสะพานนี้มายังฉือจี้ และฉือจี้ก็เป็นสะพานบุญนำเงินทั้งหมดนี้ไปสู่เด็กๆค่ะ"

          นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และกรรมการบริหารบริษัท ไลอ้อน(ประเทศไทย)จำกัด ก็เดินทางมาร่วมคอนเสิร์ตเพื่อการกุศลครั้งนี้เช่นเดียวกัน ด้วยรู้สึกประทับใจกับสิ่งที่ฉือจี้ทำ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะการศึกษาล้วนสร้างความหวังที่สวยงามให้สังคมในอนาคต นพ.มงคล แบ่งปันว่า "มีความศรัทธาในการทำงานของฉือจี้ และพร้อมร่วมสนับสนุนในการทำการกุศลในทุกๆครั้ง"

       ตัวแทนนักเรียนทุนการศึกษาแสดงภาษามือประกอบเพลง เพื่อสื่อถึงความสำนึกในพระคุณทุกท่านที่ให้การช่วยเหลือพวกเขา

 

รื่นรมย์ในบทเพลงอันไพเราะ รวมน้ำใจตน สรรค์สร้างความหวังของสังคม

     ปุณยาพร ชาญพินิจพจน์ (ซ้าย 1) นำเพื่อนนักศึกษา 3 คน ร่วมขับขานบทเพลงอันไพเราะ

    ▲ปุณยาพร ชาญพินิจพจน์ (ซ้าย 1) ทิพย์สุดา (ซ้าย 2) และ นิตยา (ซ้าย 3) ร่วมร้องเพลง ขอบคุณที่ทุกคนให้การสนับสนุน

          เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง คอนเสิร์ตเริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงของนักเรียนทุนการศึกษา เพื่อแสดงออกถึงความขอบพระคุณผ่านเสียงเพลง จากนั้น ศิลปินก็เริ่มปรากฎตัวบนเวที แบ่งปันบทเพลงอันไพเราะแก่ผู้ชม ทั้งเพลงช้าฟังสบายผ่อนคลาย และเมื่อเปลี่ยนเป็นเพลงเร็ว ภายในห้องแสดงคอนเสิร์ตก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานครึกครื้น

          คุณอุบลศรี เกตุเหล็ก แบ่งปันความรู้สึกว่า "ปีก่อนๆก็มาคอนเสิร์ตนี้เหมือนกัน ปีนี้ก็มาอีก ยินดีที่ได้ร่วมทำบุญค่ะ ดีใจมากๆค่ะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ" ดร.เคน อวตาร แบ่งปันความรู้สึกว่า "สนุกมากๆเลยค่ะ โอกาสหน้าก็อยากจะเรียนเชิญพี่ๆน้องๆที่มีจิตใจกุศล มางานของเราให้เยอะๆนะคะ"

      เมื่อเพลงยอดฮิตบรรเลงขึ้น ภายในห้องแสดงคอนเสิร์ตก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานครึกครื้น

          เมื่อเห็นทุกคนมีความสุขในเสียงเพลง และยังได้ร่วมนำน้ำใจตนสมทบโครงการสงเคราะห์ทุนการศึกษากล้าใหม่เช่นนี้ ศิลปินนักร้องต่างรู้สึกปีติยินดี คุณวิยะดา โกมารกุล ณ นคร แบ่งปันความรู้สึกว่า "ขอบคุณทั้งสองฝ่าย ทั้งจิตอาสาฉือจี้ชาวไทยและชาวไต้หวันที่ร่วมกันจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ รู้สึกยินดีที่มาร่วมงานตรงนี้ค่ะ"

    ▲ผู้ชมคอนเสิร์ตต่างอุดหนุนดอกไม้การกุศลเพื่อมอบเป็นกำลังใจให้ศิลปินนักร้อง และยังเป็นการสนับสนุนโครงการสงเคราะห์ทุนการศึกษากล้าใหม่อีกด้วย

 

          คุณสัญญา คุณากร พิธีกรดำเนินรายการ ซึ่งรู้สึกประทับใจในโครงการสงเคราะห์ทุนการศึกษากล้าใหม่ เพราะว่า "ความตั้งใจด้วยจิตอันเป็นกุศล มันจะสร้างความหวังที่ไม่สิ้นสุด คำว่าไม่สิ้นสุดหมายความว่า ชีวิตของพวกเราสิ้นสุด แต่เมื่อสร้างอะไรบางอย่างที่ดีไว้ มันจะอยู่ต่อ"

     ▲คุณสัญญา คุณากร ผู้ดำเนินรายการ แบ่งปันกับผู้ชมคอนเสิร์ตว่า "ความตั้งใจด้วยจิตอันเป็นกุศล มันจะสร้างความหวังที่ไม่สิ้นสุด
     คำว่าไม่สิ้นสุดหมายความว่า ชีวิตของพวกเราสิ้นสุด แต่เมื่อสร้างอะไรบางอย่างที่ดีไว้ มันจะอยู่ต่อ"

          คุณอุเทน พรหมมินทร์ ผู้ซึ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจ ช่วยเชิญชวนนักร้อง และช่วยประสานงานเกี่ยวกับงานคอนเสิร์ตอยู่เบื้องหลัง และให้ความสุขแก่ผู้ชมผ่านเสียงเพลงอันไพเราะบนเวที แบ่งปันความรู้สึกว่า "ต้องขอบคุณพี่ดู๋ พี่ตุ๊กมากๆที่ทุกปีที่ไม่มีการปฏิเสธ ช่วยกันตลอด ทำให้พวกเราจะได้ทำบุญร่วมกันไปเรื่อยๆครับ"

    ▲คุณอุเทน พรหมมินทร์ ผู้ซึ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจ ช่วยเชิญชวนนักร้อง และช่วยประสานงานเกี่ยวกับงานคอนเสิร์ตอยู่เบื้องหลัง และให้ความสุขแก่ผู้ชมผ่านเสียงเพลงอันไพเราะบนเวที

    ▲คุณตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ร้องเพลงและถ่ายรูปกับผู้ชมไปด้วยอย่างเป็น

    ▲คุณต้อม เรนโบว์ สนับสนุนการศึกษาของเด็กๆผ่านเสียงเพลงอันไพเราะ  

    ▲คุณต้น สุชาติ ชวางกูร ร่วมคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล เป็นหนึ่งพลังสนับสนุนการศึกษาของเด็กๆ

    ▲คุณไท ธนาวุฒิ ส่งต่อความรักผ่านเสียงเพลง รินรดเหล่าต้นกล้าให้งอกงาม

    ▲คุณถงเจิ้งหยวน ผู้แทนรัฐบาลสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวขอบคุณศิลปินนักร้องและผู้ชมคอนเสิร์ตทุกคนที่ให้การสนับสนุน

    ▲จิตอาสาฉือจี้นำทุกคนร่วมอธิษฐาน ขอให้โลกนี้ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวง

     เมื่อคอนเสิร์ตสิ้นสุดลง จิตอาสาฉือจี้นำผู้ชมคอนเสิร์ตร่วมแสดงภาษามือประกอบเพลง "ครอบครัวเดียวกัน" เพื่อสื่อถึงว่าเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน

          คอนเสิร์ตเพื่อการกุศลสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่นเช่นนี้ จิตอาสาฉือจี้รู้สึกปิติเปี่ยมในหัวใจ คุณกมลรัตน์ แซ่กัว แบ่งปันความรู้สึกว่า "พวกเราต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกัน ใครมีเงินก็ช่วยออกเงิน ใครมีแรงก็ช่วยออกแรง และฉันเชื่อว่าเราจิตอาสาฉือจี้มีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สำหรับการจัดงานคอนเสิร์ตเพื่อการกุศลเราก็จัดขึ้นกันเอง เราก็ไม่เคยจัดคอนเสิร์ตที่เป็นมืออาชีพอย่างนี้มาก่อน ก็ได้การช่วยเหลือจากพนักงาน เช่น คุณพีรพล คุณรัตนโชติ และความมุ่งมั่นตั้งใจร่วมแรงร่วมใจกันของพนักงานและจิตอาสา ทำให้คอนเสิร์ตวันนี้สำเร็จลุล่วงค่ะ" 

          เพราะทุกคนนำความรักรินรดเหล่าต้นกล้า ทำให้พวกเขาค่อยๆเติบโตอย่างงดงาม เป็นต้นไม้ใหญ่สูงใหญ่ ให้ร่มเงาแก่ผู้ทุกข์ยาก และเป็นความหวังของสังคมและมวลมนุษยชาติ

    ▲ก่อนเดินทางกลับ ผู้ชมคอนเสิร์ตยังร่วมบริจาค เพื่อสนับสนุนโครงการสงเคราะห์ทุนการศึกษากล้าใหม่  

  Go to Top กลับสู่ด้านบน 


 

เรื่อง คุณบุษรา สมบัติ คุณดรรชนี สุระเทพ     ภาพโดย คุณพิณญ์ธิชา จันทร์สุขศรี  คุณบุษรา สมบัติ คุณดรรชนี สุระเทพ

 

สองเปียน้อยคนเก่ง กับดนตรีเปิดหมวกเพื่อการศึกษา

สองเปียน้อยคนเก่ง กับดนตรีเปิดหมวกเพื่อการศึกษา

  20190209-piano1

        คุณยายประทีปจะดูแลถักเปียให้น้องปุ๊กปิ๊กด้วยความเอาใจใส่เป็นประจำทุกวัน

หลังจากลัดเลาะตามตรอกซอกซอยมาสักระยะ ก็มาถึงห้องแถวหลังเล็กๆ ก่อนจะได้รับการต้อนรับจากเจ้าเหมียวตัวน้อยขนปุกปุยที่ถูกล่ามไว้หน้าบ้าน และ "คุณยายประทีป" ผู้ปกครองของ ด.ญ.ทิพย์สุดา หรือ "น้องปุ๊กปิ๊ก" ที่เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชักชวนให้เข้าไปรอในบ้าน เพราะน้องปุ๊กปิ๊ก นักเรียนชั้น ป.5 ที่คุณครูเสนอแนะให้รับทุนการศึกษาฉือจี้ "ต้นกล้าแห่งความหวัง" เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2562 ที่จะถึงนี้ เพิ่งออกไปซื้อหาอาหารเช้า

 

เด็กหญิงตัวน้อย สู้ชีวิตด้วยอารมณ์ขัน

"ตอนนี้หนูกำลังโดนตำรวจตามตัวอยู่" เด็กหญิงตัวน้อย วัย 11 ขวบ เอ่ยโพล่งขึ้นมา หลังจากกล่าวทักทายทุกคนอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้บรรยากาศเงียบอึ้งลงทันที ก่อนที่ปุ๊กปิ๊กจะชี้ไปทางหลังบ้าน และพูดต่อว่า “เพราะหนูจับเจ้าสัตว์สงวนตัวนี้มา” ปุ๊กปิ๊กพูดพลาง ค่อยๆ เผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมกับชี้ไปที่เครื่องดนตรีไทยชิ้นโปรดของตัวเอง “จะเข้” ชวนให้ทุกคนโล่งใจไปตามๆ กัน ก่อนจะเอ็นดูกับอารมณ์ขันของปุ๊กปิ๊ก ที่พยายามเอนเตอร์เทนทุกคน

หลังปั่นจักรยานกลับจากซื้อปาท่องโก๋และโอเลี้ยงเป็นอาหารเช้าให้คุณยาย ปุ๊กปิ๊กก็กุลีกุจอรีบจัดผมเผ้าใหม่ให้เรียบร้อย โดยมีคุณยายช่วยหวีผมที่กระเซอะกระเซิง และถักเปียให้ใหม่ด้วยนิ้วมือที่คดงอทั้งสองข้าง เพราะโรคประจำตัวที่กำเริบ "หนูไม่เห็นตอนคุณยายเจ็บมือใหม่ๆ หนูเกิดมา หนูไม่เคยสังเกตุมือยายเลย มาเห็นอีกที มือยายก็เป็นแบบนี้แล้ว มือยายข้างหนึ่งจะเป็น I love you" ปุ๊กปิ๊กเล่า พลางชี้ไปที่มือของคุณยาย

            ▲น้องปุ๊กปิ๊กและคุณยายประทีป สองยายหลานสู้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่น

หลังจากลูกสาวของคุณยายประทีปคลอดปุ๊กปิ๊ก ก็ไม่เคยกลับมาหาผู้เป็นพ่อแม่และลูกสาวตัวน้อยของตนเองอีกเลย สองตายายจึงดูแลปุ๊กปิ๊กมาตั้งแต่วัยแบเบาะ หลังจากคุณตาผู้เป็นสามีจากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี พ.ศ.2556 คุณยายประทีปก็อาศัยรถเข็นขายขนมจีน ตระเวนหารายได้มาจุนเจือครอบครัว โดยมีหลานสาวตัวน้อยนั่งบนรถเข็นติดตามไปด้วยทุกที่ จนกระทั่งโรคประจำตัวรุมเร้า ทำให้ทุกครั้งที่ต้องเข็นรถตากแดดที่ร้อนอบอ้าวจะรู้สึกหนาวสั่น ถึงขั้นเป็นลมหมดสติ จนหลายครั้งหลายคราต้องนำขนมจีนและน้ำยาที่เตรียมไว้ขายเททิ้งไป เคราะห์ดีมีคนเมตตา เสนอให้คุณยายมารับจ้างช่วยทำงานบ้าน แต่เมื่ออาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ของคุณยายกำเริบหนักขึ้น จนทำงานไม่ไหว คุณยายจึงขาดรายได้ประจำ และต้องหันมาอาศัยการเก็บสิ่งของรีไซเคิล เพื่อขายแลกเงินมาประทังชีวิตแทน"ตื่นเช้ามา เห็นยายนอนปวดหัว ปวดเนื้อปวดตัว หนูก็เอาตังค์ในกระเป๋ายายไปซื้อข้าวให้ยายกิน บางวันไม่มีตังค์ หนูก็ปั่นจักรยานไปขอข้าวที่ร้านอาหารท้ายซอยค่ะ" ปุ๊กปิ๊กกล่าว

ช่วงที่คุณยายล้มป่วยและเพิ่งออกจากงานใหม่ๆ เป็นช่วงที่เด็กหญิงตัวน้อย ต้องยืนหยัดเพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้กับคุณยาย แม้กระทั่งต้องยอมอดมื้อกินมื้อบ้างก็ตาม "ลำบากที่สุด คือ ตอนนั้นหนูซื้อข้าวมาให้ยายแล้ว หนูก็มานั่งหิวอยู่หน้าบ้าน" ปุ๊กปิ๊ก บอกเล่าถึงวันวานในวันที่ยากลำบากมากที่สุด อย่างไรก็ตาม คุณยายก็ยังคงคิดถึงและห่วงใยหลานสาวตัวน้อยเป็นอันดับแรกเสมอ ครั้งนั้นก็เช่นกัน เพราะท่านได้แบ่งอาหารส่วนหนึ่งไว้ให้หลานสาวก่อนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ปุ๊กปิ๊กติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากตนเอง

       น้องปุ๊กปิ๊กยังคงไปเรียนดนตรีไทยทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยความตั้งใจ

เวทีของหนู อยู่บนสะพานลอย

เมื่อครั้งคุณยายประทีปยังสาวอยู่ ชื่นชอบในเสียงขิมที่เพื่อนบ้านมักเล่นให้ฟังอยู่เสมอ จึงถามหลานสาวว่าสนใจอยากเรียนดนตรีไทยไหม เมื่อหลานสาวตอบว่า "อยาก" คุณยายจึงอาศัยความอุตสาหะ เก็บเล็กผสมน้อย จนได้ค่าเล่าเรียนดนตรีไทยให้กับหลานสาว หลังจากเรียนต่อเนื่องมากว่าสองปี แม้จะยังไม่ได้เรียนตีขิมตามความตั้งใจแรกเริ่ม แต่ปุ๊กปิ๊กก็มีความสามารถในการเล่นดนตรีไทยอันหลากหลาย ทั้ง ซออู้ ขลุ่ยและจะเข้ เป็นต้น จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างที่เดินทางกลับจากการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลตามนัด เด็กหญิงตัวน้อย ก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา "ปุ๊กปิ๊กมาบอกกับยายว่า หนูเห็นคนร้องเพลง เล่นดนตรีเปิดหมวก มีกล่องใส่ตังค์อยู่ เห็นคนเขาใส่ หนูอยากไปบ้าง ยายเลยถามว่ากล้าไหม เขาตอบว่ากล้า ยายถามว่าไม่อายนะลูก เขาก็บอกว่า ไม่อาย วันนี้เราไปลองกันเลยนะยาย ยายเลยบอกว่า ถ้าปิ๊กอยากไป ก็ได้ลูก เดี๋ยวยายพาไป"

              เนื่องจากโดนเจ้าหน้าที่ห้ามเล่นดนตรีเปิดหมวกบนสะพานลอย น้องปุ๊กปิ๊กจึงลงมาเล่นที่ใต้สะพานแทน

ท่ามกลางเสียงผู้คนที่กุลีกุจอกับกระแสชีวิตตนเอง มีเสียงสูงต่ำอันไพเราะของจะเข้คอยกล่อมเกลา หวังให้ทุกคนได้ลองหยุดคิดไตร่ตรองถึงจังหวะชีวิตที่เร่งรีบจนอาจลืมบางอย่างไว้เบื้องหลัง จากแรกเริ่มเดิมที น้องปุ๊กปิ๊กเล่นจะเข้เปิดหมวกบนสะพานลอยหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน ภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสั่งห้าม น้องปุ๊กปิ๊กจึงย้ายลงมาที่ด้านล่างสะพานลอย หรือไม่ก็เปลี่ยนไปเล่นตรงใต้สะพานกลับรถที่ห่างออกไปอีกหน่อย แม้ผู้คนอาจจะไม่ได้อุ่นหนาฝาคั่งเท่าบนสะพานลอย แต่ก็มีผู้มีจิตเมตตาที่ประทับใจในความอุตสาหะของเด็กหญิงสองเปียน้อย กับเสียงบรรเลงจะเข้ที่ก้องกังวาล ทยอยมอบกำลังใจให้อยู่เนืองๆปุ๊กปิ๊กบอกเล่าความรู้สึกว่า แม้จะต้องนั่งเล่นอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกดดันหรือตื่นเต้น เพราะคิดว่าตนเองกำลังซ้อมดนตรีอยู่ในบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับคุณยาย ปุ๊กปิ๊กกล่าวว่า  "หนูรู้สึกภูมิใจว่า ตัวเองหาเงินได้ ต่อจากนี้ยายก็ไม่ต้องไปเดินเก็บขวดให้เหนื่อยแล้วด้วย"

       บางครั้งน้องปุ๊กปิ๊กจะไปเล่นจะเข้เปิดหมวกที่ใต้สะพานกลับรถ เพื่อมาเป็นทุนการศึกษาของตนเอง

"ไปครั้งแรกได้มา 200 กว่าบาท หูย ดีใจ กระโดดโลดเต้นเลย ได้ 200 กว่าบาท ดีใจมาก ปุ๊กปิ๊กก็มาบอกว่า ต่อไปยายไม่ต้องไปทำงานแล้วนะ ยายไม่ต้องไปเก็บขวดแล้วนะ แต่ยายก็อธิบายไปว่า ไม่ได้ลูก ยายยังต้องเก็บ จะให้ยายอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้" คุณยายบอกเล่าเหตุการณ์วันแรกที่น้องปุ๊กปิ๊กไปเล่นจะเข้เปิดหมวกบนสะพานลอย เมื่อหลายเดือนก่อน (เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561) จนมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นเด็กหญิงตัวน้อยก็เสนอว่าจะไปเล่นจะเข้เปิดหมวก ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ทุกวันศุกร์ และบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากจบชั้นเรียนดนตรีไทย

 

เพื่อนคนแรกของหนู คือ "คุณตา"

"ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ หนังสือนี้ทิ้งไม่ได้เลย เพราะมันจะทำให้เรามีอนาคต โตขึ้นไปจะได้ทำงานดีๆ อย่างคนอื่นเขา การเรียนทิ้งไม่ได้" คุณยายประทีปบอกถึงความคาดหวังต่อหลานสาว ซึ่งปุ๊กปิ๊กก็รับปากอย่างหนักแน่น หลังจากที่เอ่ยปากขอให้คุณยายพาไปเล่นจะเข้เปิดหมวกอย่างต่อเนื่อง

คุณยายกำชับกับหลานสาวเสมอเรื่องการตั้งใจเรียนหนังสือ รวมทั้งโทรศัพท์ไปหาคุณครู ให้สามารถสอนสั่งหรือลงโทษหลานสาวได้ตามที่คุณครูเห็นสมควร โดยเฉพาะครั้งหนึ่งเมื่อปุ๊กปิ๊กเอาการบ้านวิชาภาษาอังกฤษขึ้นมาทำ ระหว่างที่คุณครูกำลังสอนภาษาไทย จึงโดนลงโทษไปตามระเบียบ เมื่อถามหาสาเหตุจึงได้ทราบว่า เพราะต้องทำการทำการบ้านให้เสร็จทัน เพื่อแลกกับคะแนนเก็บ จึงทำให้ตัดสินใจทำอย่างนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะลองดีหรือท้าทายคุณครูแต่อย่างใด

"คุณตาคือเพื่อนคนแรกของหนู และเป็นคนที่หนูรักมากที่สุด" ตั้งแต่ปุ๊กปิ๊กแบเบาะ เนื่องจากคุณยายมักจะง่วนอยู่กับการทำงาน ทำให้หลานสาวมักใช้เวลาอยู่กับคุณตามากกว่า แม้คุณตาจากไปนานกว่า 5 ปีแล้ว (12 ธันวาคม พ.ศ. 2556) แต่สองยายหลานก็ยังไม่เคยลืมความรักความห่วงใยที่ท่านมอบให้ อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้น้องปุ๊กปิ๊กตั้งใจเรียนหนังสืออยู่จนถึงทุกวันนี้ 

"หนูจะตั้งใจเรียนเพราะไม่อยากให้ตาเสียใจ ไม่อยากให้ยายเสียใจ คุณยายบอกว่า ถ้าตามองลงมาจากบนท้องฟ้า แล้วเห็นหนูไม่ตั้งใจเรียน ตาจะโกรธ" ปุ๊กปิ๊กเล่าถึงเหตุผลในการตั้งใจเรียนของตนเอง และจะพยายามสานฝันเพื่อเป็นทหารอากาศ ทำงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย ตามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการรับชมละครเรื่องหนึ่งต่อไป

 

      ▲หลังจากได้รับแจ้งจากทางโรงเรียน จิตอาสาฉือจี้จึงเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

มอบการดูแลระยะยาว บ่มเพาะต้นกล้าแห่งความหวัง

หลังจากจิตอาสาฉือจี้ ร่วมกับโรงเรียนคลองมหาวงก์ และเทศบาลตำบลบางเมือง จังหวัดสมุทรปราการ จัดพิธีร่มโพธิ์ร่มไทร เพื่อปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีให้กับเยาวชนคนรุ่นหลัง ด้วยการเสิร์ฟน้ำชาและดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว ทำให้มีโอกาสขยายโครงการสงเคราะห์ทุนการศึกษา "ต้นกล้าแห่งความหวัง" ไปยังนักเรียนโรงเรียนคลองมหาวงก์ โดยน้องปุ๊กปิ๊กเป็นหนึ่งในนักเรียนจำนวน 2,130 คน ที่จะได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิพุทธฉือจี้ ประจำปีการศึกษา 2562 นอกจากนี้ จากการเยี่ยมบ้าน ทำให้จิตอาสาฉือจี้ ทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของครอบครัว จึงเริ่มให้การช่วยเหลือจุนเจือ สงเคราะห์ค่าใช้จ่ายให้กับน้องปุ๊กปิ๊กและคุณยายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เป็นต้นมา

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เป็นต้นไป ฉือจี้จะมอบเงินสงเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวน้องปุ๊กปิ๊ก

 Go to Top กลับสู่ด้านบน 


เรื่อง บุษรา สมบัติ    ภาพ  ราตรี ญาติมาก  ณัฐธยาน์ ธนัทกิตติพงศ์  บุษรา สมบัติ

 

 

บริจาคเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก สปป.ลาว

บริจาคเตียงผู้ป่วย บรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้มารับบริการรักษา

     พิธีมอบเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

      เตียงผู้ป่วยที่ผ่านการใช้งานมานาน 15 ปี ต่างชำรุดทรุดโทรมแล้ว

          โรงพยาบาลแขวงจำปาสักแล้ว ถือเป็นศูนย์บริการด้านสาธารณสุขของประชาชนชาวลาวตอนใต้ ให้บริการประชาชนครอบคลุมพื้นที่ 4 แขวง ประมาณ 1,500,000 คน แต่ทางโรงพยาบาลสามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียง 250 เตียง ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถให้บริการด้านแพทย์แก่ประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอุปกรณ์สำหรับใชในด้านการแพทย์ยังไม่เพียงพอและชำรุดทรุดโทรม ยังคงเป็นปัญหาที่รอคอยการแก้ไข

     ▲เตียงผู้ป่วยที่ชำรุดและใช้งานไม่ได้แล้ว ถูกนำมาจัดเก็บในพื้นที่ว่างของโรงพยาบาล

          เจ้าหน้าที่ รพ. : เตียงพวกนี้เป็นเตียงผู้ป่วยที่ผ่านการใช้งานแล้วมันพัง จึงเอามาเก็บไว้ตรงนี้ครับ

          จิตอาสาฉือจี้ : เตียงพวกนี้ใช้มาแล้วกี่ปีคะ

          เจ้าหน้าที่ รพ. : ใช้มาตั้งแต่ 2004 ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว

          จิตอาสาฉือจี้ : 15 ปี ใช่ไหมคะ

          เจ้าหน้าที่ รพ. : ใช่ๆครับ ตั้งแต่ 2004 ตอนที่สร้างตึกนี้เสร็จครับ

     ▲เตียงพับกุศลปัญญาที่ฉือจี้บริจาคให้ทางโรงพยาบาลเมื่อปีที่แล้ว ช่วยบรรเทาความลำบากให้ผู้ป่วยที่มารับบริการรักษา

          จากเหตุการณ์เขื่อนแตกที่แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว เมื่อเดือนกรกฎคม 2561 ท่านธรรมจารย์ไม่เพียงห่วงใยผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้หลังจากการรายงานของจิตอาสาฉือจี้ ยังทราบว่าโรงพยาบาลแขวงจำปาสักมีความขาดแคลน จำนวนห้องผู้ป่วยไม่เพียงพอ จนทำให้ผู้ป่วยต้องมานอนพักรักษาบริเวณโถงทางเดิน ท่านธรรมาจารย์จึงชี้แนะด้วยความเมตตา ขอให้จิตอาสาฉือจี้นำเตียงกุศลปัญญา จำนวน 60 เตียง และผ้าห่มรักษ์โลกฉือจี้ จำนวน 240 ผืน บริจาคให้โรงพยาบาลดังกล่าวโดยมีผู้ใจบุญจากสมาคมจีนปากเซ ได้แก่ คุณวิไล ตรีโรจน์พร คุณเฉิงเจิ้งฮุย และจิตอาสาฉือจี้ในเมืองไทย ร่วมผลักดันภารกิจและทำพิธีมอบในวันที่ 10 เดือนกันยายน 2560

          ต่อมาคุณหลินกวานเหนียน นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ยังได้บริจาคเตียงผู้ป่วย 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 110 เตียง ฉือจี้จึงจัดพิธีมอบเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2562

     ▲จิตอาสาฉือจี้จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว รวม 34 คน ต่างเดินทางมาร่วมเป็นประจักษ์พยานในพิธีมอบเตียงผู้ป่วย
     ให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก
  

          ในพิธีมอบเตียงผู้ป่วยนั้น มีจิตอาสาฉือจี้จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน 3 คน ไทย 24 คน มาเลเซีย 4 คน อินโดนีเซีย 1 คน ลาว 2 คน รวม 34 คน และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก 60 คน อีกทั้งนักธุรกิจในท้องถิ่น ซึ่งเมื่อทราบข่าวกิจกรรมแล้ว ต่างเดินทางมาร่วมเป็นประจักษ์พยานในพิธีมอบเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก กันอย่างชื่นมื่น


     ▲นักธุรกิจในท้องถิ่น ต่างเดินทางมาร่วมเป็นประจักษ์พยานในพิธีมอบเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก

          ในบรรยากาศแห่งความปีติยินดีนั้น ทั้งผู้รับและผู้ให้ต่างรู้สึกอิ่มเอมใจ คุณหลินกวานเหนียน จิตอาสาฉือจี้ผู้บริจาคเตียงผู้ป่วย แบ่งปันความรู้สึกว่า"ผมทราบว่าลาวประสบภัยจากเหตุเขื่อนแตก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และสำหรับครั้งนี้ถือว่าเป็นบุญสัมพันธ์อันดี ที่ได้มีโอกาสบริจาคเตียงให้โรงพยาบาลแห่งนี้ครับ"


     ▲จิตอาสาฉือจี้ คุณเดวิด หลิว (ซ้าย 1) และคุณหลินกวานเหนียน (ซ้าย 2) สุ่มตรวจเตียงผู้ป่วยที่นำมาบริจาค

          ให้สิ่งที่ดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาให้ดีที่สุด คุณหลินกวานเหนียน แบ่งปันอีกว่า"ตอนแรกคุณเดวิด หลิว ก็ขอให้ผมบริจาคเตียงผู้ป่วยมือสอง แต่การหาเตียงผู้ป่วยมือสองในระยะเวลาอันสั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งเตียงผู้ป่วยมือสองใช้ได้ไม่นานก็พัง และเราก็ทราบถึงความปรารถนาของท่านธรรมาจารย์กันดีอยู่แล้วว่า หากเราจะให้อะไรใคร ก็ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดครับ"

      พิธีมอบเตียงให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสักเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

          ได้รับการช่วยเหลือจากฉือจี้อีกครั้ง บุคลากรของโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ต่างรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง นพ.สะแหวง สีสุลาด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก แบ่งปันว่า"ประโยชน์ได้ทั้งสองอย่างคือ ทางโรงพยาบาลก็ได้นำไปใช้ มีความสะดวก ผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการรักษาก็ได้รับความสะดวกสบายและมีความพึงพอใจต่อการบริการครับ"

 

      ▲พิธีมอบเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก สปป.ลาว  

      คุณวันนะไซ รองสาธารณสุขแขวงจำปาสัก เป็นตัวแทนโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก มอบหนังสือขอบคุณให้ฉือจี้ 

     นพ.สะแหวง สีสุลาด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก (ขวา 2) แบ่งปันว่า เตียงผู้ป่วยที่ฉือจี้บริจาค ช่วยบรรเทาความลำบากให้ผู้ป่วยที่
     มารับบริการรักษา ยกระดับการบริการด้านการแพทย์ให้ทางโรงพยาบา

          และในขณะเดียวกัน ยังช่วยบรรเทาความยากลำบากให้ผู้ป่วยที่มารับบริการรักษาอีกด้วย นพ.สะแหวง แบ่งปันอีกว่า"สำหรับผู้มารับบริการรักษา ถึงว่าจะได้นอนตามระเบียง แต่ว่าพวกเขาก็จะมีเตียงนอน จะไม่ได้ใช้เปลนอน นี่คือจะเป็นความสะดวกให้ผู้มานอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลของเราครับ"

             เจ้าหน้าที่ช่วยกันขนย้ายเตียงผู้ป่วยที่ฉือจี้บริจาคให้ ไปจัดเก็บในพื้นที่ว่างของโรงพบาบาลแขวงจำปาสัก เพื่อนำไปใช้งานต่อไป

     ▲ทุกคนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกในพิธีมอบเตียงผู้ป่วยให้โรงพยาบาลแขวงจำปาสัก

          หลังพิธีมอบเตียงผู้ป่วยสิ้นสุดลงแล้ว จิตอาสาฉือจี้และตัวแทนของโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก ยังร่วมประชุม เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ของการจัดกิจกรรมรักษาบาลฟรี ในระหว่างการประชุม จิตอาสาฉือจี้ คุณเดวิด หลิว ได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานด้านการรักษาพยาบาลของฉือจี้ในแต่ละประเทศ รวมถึงการนำจิตวิญญาณของความรักอันยิ่งใหญ่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ผู้คน เมื่อรับฟังการแบ่งปันแล้ว ตัวแทนของโรงพยาบาลต่างคาดหวังว่าจะได้เรียนรู้กับฉือจี้ในอนาคต

 

     ▲หลังพิธีมอบเตียงผู้ป่วยสิ้นสุดลงแล้ว จิตอาสาฉือจี้และตัวแทนของโรงพยาบาลแขวงจำปาสัก ยังร่วมประชุม เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ของ
     การจัดกิจกรรมรักษาบาลฟรี

          คุณวันนะไซ รองสาธารณสุขแขวงจำปาสัก สปป.ลาว แบ่งปันว่า"ผมคิดว่าความเป็นไปได้มีค่อนข้างมาก เพราะแต่ก่อนเราก็เคยจัดกิจกรรมรักษาพยาบาลฟรีกับหน่วยงานอื่นๆ ผมจึงมองว่ากิจกรรมนี้มีความหวังมากครับ และพวกเราก็จะพยายามไปดูรายละเอียดของงานต่อไปครับ"

 Go to Top กลับสู่ด้านบน 


เรื่อง/ภาพ  :  ดรรชนี สุระเทพ

 

ลงพื้นที่สำรวจซ้ำ อุทกภัย เมืองสะหนามไซ แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว

ลงพื้นที่สำรวจซ้ำ อุทกภัย เมืองสะหนามไซ แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว

 

ก้าวข้ามเส้นทางอันยากลำบาก สู่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย

          เพียงฝนตกลงมา ถนนลูกรังก็เต็มไปด้วยโคลนและหลุมบ่อ จึงทำให้รถสะเทือนตลอดการเดินทาง ตัวของผู้โดยสารโคลงเคลงไปตามแรงสะเทือนของรถ ซ้ายทีขวาทีไม่หยุดหย่อน โชคดีที่สะพานหลายแห่งที่อยู่ในระหว่างเส้นทางจากแขวงอัตตะปือสู่เมืองสะหนามไซ ระยะทางประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร ซึ่งพบว่าชำรุดทรุดโทรมและอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ จนทำให้น้ำท่วมไม่สามารถข้ามไปได้ในเมื่อครั้งเดินทางมาสำรวจภัยเมื่อสิงหาคมปีที่แล้วนั้น ปัจจุบันถูกซ่อมแซมเป็นสะพานเหล็กที่แข็งแรงและมั่นคง ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

     ▲สะพานหลายแห่งซึ่งเดิมทีชำรุดทรุดโทรมและอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ จนทำให้น้ำท่วมไม่สามารถข้ามไปได้ ปัจจุบันถูกซ่อมแซมเป็นสะพานเหล็กที่แข็งแรงและมั่นคง ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

          หลังจากนั่งรถยนต์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ในที่สุดจิตอาฉือจี้ก็เดินทางถึงเมืองสะหนามไซ ซึ่งเมื่อครั้งเกิดเหตุเขื่อนแตกแรกเริ่มนั้น ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการเมืองสะหนามไซ โรงเรียนมัธยมที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หรือแม้แต่ข้างถนน ล้วนเต็มไปด้วยเต็นท์ผู้ประสบภัยเรียงรายเป็นแถวยาว ปัจจุบันได้รื้อถอนและกลับสู่สภาพปกติแล้ว

         จากการรายงานของจิตอาสาฉือจี้ที่ลงพื้นที่ล่วงหน้าทราบว่า จากเหตุเขื่อนแตกทำให้มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย 19 หมู่บ้าน มี 13 หมู่บ้านได้รับความเสียหายบางส่วน ซึ่งปัจจุบันผู้ประสบภัยกลับเข้าสู่พื้นที่ ฟื้นฟูบ้านเรือนตนเองแล้ว และอีก 6 หมู่บ้านได้รับความเสียหายหนัก จนไม่สามารถฟื้นฟูได้ดังเดิม ภาครัฐจึงได้สร้างศูนย์พักพักชั่วคราวในรูปแบบบ้านน็อคดาวน์ให้ผู้ประสบภัย 4 แห่ง

     ▲ปัจจุบันผู้ประสบภัยได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว ที่ทำการเมืองสะหนามไซ โรงเรียนมัธยมที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จึงกลับสู่สภาพปกติดังเดิม

          และยังทราบอีกว่า จากที่ทำการเมืองสะหนามไซในรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร มีศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ 1.ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านหาดยาว รองรับผู้ประสบภัยจากหมู่บ้านบ้านใหม่ จำนวน 133 หมู่บ้าน 593 คน 2.ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านดงบาก รองรับผู้ประสบภัยจาก หมู่บ้านท่าหินและหมู่บ้านคมคุกอง จำนวน 341 ครอบครัว 1,347 คน

     ▲จิตอาสาฉือจี้ไม่เพียงหอบนำความรักอันยิ่งใหญ่ไปเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย หากยังเตรียมลูกอม ขนมหลากหลายชนิดไปให้เด็กๆอีกด้วย

 

 ลงพื้นที่สำรวจทีละบ้าน เข้าใจถึงความต้องการผู้ประสบภัยมากยิ่งขึ้น

ก่อนเข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว จิตอาสาฉือจี้ไม่เพียงหอบนำความรักอันยิ่งใหญ่ไปเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย หากยังเตรียมลูกอม ขนมหลากหลายชนิดไปให้เด็กๆอีกด้วย ดังนั้น เมื่อเห็นจิตอาสาฉือจี้ ผู้ซึ่งสวมเครื่องแบบเสื้อน้ำเงิน-กางเกงขาว สองมือเต็มไปด้วยขนมนมเนยต่างๆ เพียงแค่เอ่ยปากทักทายว่า "สะบายดี" เด็กๆก็เดินเข้ามาห้อมล้อมจิตอาสา เมื่อได้รับขนมแล้ว ใบหน้าของพวกเขา ต่างก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและไร้เดียงสา

     ▲ จิตอาสาฉือจี้ทำความรู้จักกับเด็กๆด้วยการแจกขนมที่พวกเขาชื่นชอบ

          จิตอาสาฉือจี้เดินเข้าไปในศูนย์พักพิงชั่วคราว สำรวจความเป็นอยู่ผู้ประสบภัยทีละบ้าน เพื่อเข้าใจถึงความต้องการความช่วยเหลือของพวกเขามากยิ่งขึ้น จากการสอบถาม "หล่า" ซึ่งเพิ่งคลอดลูกเพียงไม่กี่วันทำให้ทราบว่า สมาชิกในครอบครัวของเธอมีทั้งหมด 4 คน ย้ายมาอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านหาดยาวประมาณ 4-5 เดือนแล้ว แม้ว่าบ้านน็อคดาวน์ซึ่งสร้างด้วยวัสดุที่เป็นเหล็ก ทำให้ตอนกลางวันรู้สึกร้อนอบอ้าว ยากที่จะอยู่อาศัยได้ แต่ว่าก็ยังดีกว่าการอาศัยอยู่ในเต็นท์ผู้ประสบภัยเช่นในตอนแรก หล่าแบ่งปันว่า "มันดีกว่า เพราะมันไม่คับไม่แคบ เป็นบ้านใครบ้านมัน ไม่เหมือนตอนอยู่เต็นท์ซึ่งมันถี่เรียงติดกันไปเลย ถุงขยะใช้แล้วทิ้งลงพื้นเปรอะเปื้อนหมด พอมาอยู่ที่นี่เราก็พอจะรักษาความสะอาดได้บ้างค่ะ"

     ▲ จิตอาสาฉือจี้เดินเข้าไปในศูนย์พักพิงชั่วคราว สำรวจความเป็นอยู่ผู้ประสบภัยทีละบ้าน

          นอกจากนี้ยังมีเงินช่วยเหลือที่ภาครัฐมอบให้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หล่าแบ่งปันต่ออีกว่า "รัฐให้เงินช่วยเหลือรายวัน วันละ 5,000 กีบต่อคน( 20 บาท) และเงินช่วยเหลือรายเดือน เดือนละ 1 แสนกีบต่อคน (400 บาท) พอถึงสิ้นเดือน รัฐก็จะให้ทั้งเงินช่วยเหลือรายวันและเงินช่วยเหลือรายเดือนทีเดียวเลย รวมๆแล้วครอบครัวหนูได้ 3 คน (คนเล็กเพิ่งคลอดยังไม่ได้รับ) ก็ได้ 750,000 กีบ ถ้าตีเป็นเงินบาทก็ประมาณ 3,000 บาทค่ะ"

          เพราะยังไม่มีงานทำ เงินช่วยเหลือที่ได้รับจากภาครัฐจึงเป็นรายได้ทางเดียวที่ครอบครัวเธอมีอยู่ ดังนั้น พวกเขาจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด

     ▲ จิตอาสาฉือจี้พูดคุยสอบถามคุณหล่า เพื่อเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของเธอมากยิ่งขึ้น

 

เยี่ยมเยียนดูแลอย่างชิดใกล้ ซาบซึ้งถึงหัวใจผู้ประสบภัย

          ปัจจุบันทางภาครัฐกำลังจะสร้างบ้านพักถาวรให้ผู้ประสบภัย ซึ่งได้ระบุตำแหน่งพื้นที่ที่จะสร้างเรียบร้อยแล้ว ทว่าก็ยังไม่ทราบเวลาแน่ชัดว่าจะสร้างเสร็จ หรือจะเป็นรูปธรรมเมื่อใด ทำให้ผู้ประสบภัยอาจจะต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวอีกหลายปี

     ▲บางคนก็ปลูกพืชผักสวนครัวในศูนย์พักพิง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อผัก

ในระหว่างสำรวจ จึงได้เห็นถึงการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยใหม่ของผู้ประสบภัยอย่างๆหลาย เช่น คนที่ยังมีเรี่ยวแรงดีก็เข้าไปตัดไม้ในป่า เพื่อนำมาต่อเติมกับบ้านพักชั่วคราวของตน บางคนก็ปลูกพืชผักสวนครัวในศูนย์พักพิง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อผัก บางครอบครัวที่สถานะทางการเงินค่อนข้างดี ก็ใช้พื้นที่บ้านของตนเปิดร้านขายของชำ สร้างรายได้อีกหนึ่งทาง ผู้สูงอายุบางคนนำดอกฝ้ายมาทำเป็นด้าย สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อประหยัดและลดค่าใช้จ่าย บางคนก็นำวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น นำไม้ไผ่มาสานเป็นไซดักปลาหรือสานแหจับปลา บางครอบครัวที่มีรถไถนาเดินตาม ก็ใช้เป็นพาหนะเดินทางไปยังลำน้ำ ที่อยู่ห่างจากศูนย์พักพิงประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร เพื่อหาปลาและของป่า ซึ่งไม่เพียงเป็นอาหารเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว หากหาได้มากยังสามารถจำหน่ายแก่ผู้ประสบภัยที่อาศัยในศูนย์พักพิง สร้างรายได้ได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย เป็นต้น

     ▲ผู้สูงอายุบางคนนำดอกฝ้ายมาทำเป็นด้าย สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อประหยัดและลดค่าใช้จ่าย

          แต่ยังมีผู้ประสบภัยบางส่วนที่เป็นผู้สูงอายุ และมีสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก เมื่อต้องประสบภัยเช่นนี้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างลำบากมาก เช่น คุณตาไต ซึ่งป่วยเป็นอัมพฤกษ์ซีกซ้ายมา 3 ปีแล้ว ไม่สามารถทำงานหารายและทำมาหาเลี้ยงชีพได้ วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ได้แต่รอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่น

     ▲บางครอบครัวที่มีรถไถนาเดินตาม ก็ใช้เป็นพาหนะเดินทางไปยังลำน้ำ เพื่อหาปลาและของป่า ซึ่งไม่เพียงเป็นอาหารเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว หากหาได้มากยังสามารถจำหน่ายแก่ผู้ประสบภัยที่อาศัยในศูนย์พักพิง สร้างรายได้ได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย

เมื่อเห็นคุณตาเต็มไปด้วยความกังวลใจ จิตอาสาฉือจี้ คุณจุฬารัตน์ สุโธ ก็รู้สึกเจ็บปวดใจไปด้วย จึงไม่ลังเลนำยาหม่องซึ่งมักจะพกติดตัวเวลาไปทำงานนอกพื้นที่มอบให้คุณตา พร้อมทั้งสอนคุณตาทำกัวซาและกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย คุณจุฬีรัตน์ แบ่งปันว่า “อาการของคุณตาคือเขาจะไม่ปวด แต่เขาไม่มีแรง เราก็สอนให้เขาทำกัวซา เห็นมั้ยพอขูดแล้ว ผิวหนังมันจะแดงขึ้น แสดงว่าเขาเริ่มดีขึ้นละ ซึ่งวิธีการนี้คุณตาสามารถนำไปดูแลตัวเองได้ค่ะ”

     ▲จิตอาสาฉือจี้ คุณจุฬารัตน์ สุโธ สอนวีธีทำกัวซาและกายภาพบำบัดแก่คุณตาไต

          จิตอาสาฉือจี้ดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ทำให้คุณตารู้สึกซาบซึ้งใจจนกลั้นน้ำตาไม่ไหว 

          คุณตาไต : ดีใจ
          จิตอาสา : ทำไมถึงดีใจคะ
          คุณตาไต : เห็นลูกเห็นเต้ามา....ก็ดีใจ
          คุณตาไตนำคำแนะนำของจิตอาสาลองทำกัวซาและทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองอย่างกระตือรือร้น และรับปากว่าจะหมั่นทำเรื่อยๆต่อไป เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

      จิตอาสาฉือจี้ คุณจุฬารัตน์ สุโธ สอนวีธีทำกัวซาและกายภาพบำบัดแก่คุณตาไต

 

ให้กำลังใจผู้ประสบภัย ด้วยภาษามือ "ครอบครัวเดียวกัน"

          นอกจากสอบถามความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยแล้ว จิตอาสายังพูดคุยสอบถามกับผู้ใหญ่บ้านศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งทำให้ทราบว่า ปัญหาหลักของผู้ประสบภัยก็คือ การขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค คุณสมจันทน์ ผู้ใหญ่บ้านศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านดงบาก แบ่งปันว่า "ประชาชนที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงแห่งนี้มีจำนวนมาก จึงอยากขอเสนอหลายๆภาคส่วน ให้มีขุดเจาะน้ำบาดาลที่ใหญ่สมควร เพื่อสามารถบริการน้ำให้ประชาชนดื่มได้ครับ"

     ▲คุณสมจันทน์ ผู้ใหญ่บ้านศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านดงบาก แบ่งปันว่า “ประชาชนที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงแห่งนี้มีจำนวนมาก จึงอยากขอเสนอหลายๆภาคส่วน ให้มีขุดเจาะน้ำบาดาลที่ใหญ่สมควร เพื่อสามารถบริการน้ำให้ประชาชนดื่มได้ครับ

          ก่อนเดินทางกลับ จิตอาสายังสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีกับเด็กๆด้วยภาษามือประกอบเพลง “ครอบครัวเดียวกัน” และเชิญจิตอาสาท้องถิ่นนำเด็กๆร่วมเต้น "บัดสลบ" อันเป็นวัฒนธรรมเต้นรำหมู่ของ สปป.ลาว อีกด้วย คุณวิไล ตรีโรจน์พร นักธุรกิจชาวลาว แบ่งปันความรู้สึกว่า "เหตุเขื่อนแตกที่ผ่านมา ทำให้พวกเขารู้สึกเศร้าเสียใจ ที่ต้องพบเจอเรื่องร้ายๆครั้งใหญ่ในชีวิตเขา เพื่อให้เขาลืมความทรงจำที่ไม่ดีเหล่านี้ และรู้ว่ายังมีคนใจดีเข้ามาหาพวกเขา เราจึงนำขนมมาแจก พาเขาเต้นสนุกสนานค่ะ"

     ▲ ก่อนเดินทางกลับ จิตอาสายังสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีกับเด็กๆด้วยภาษามือประกอบเพลง “ครอบครัวเดียวกัน”

          คุณจารุภา เตชะศิรินุกูล ซึ่งเดินทางมาช่วยภัยที่ลาวเป็นครั้งที่สองแล้ว ร่วมแบ่งปันถึงสิ่งที่ตนได้รับว่า "ครั้งนี้ได้เรียนรู้ว่า การที่เราให้การช่วยเหลือเขาอย่างต่อเนื่อง เขาได้รับผลตรงนี้ เขาก็มีความสุข เราก็มีความสุขค่ะ" 

          หลังจากการสำรวจซ้ำครั้งนี้ 22 มีนาคม จิตอาสาฉือจี้จะเดินทางไปรายงานท่านธรรมาจารย์ที่ไต้หวัน เพื่อขอคำชี้แนะและทิศทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป

     ▲ หวังว่าการดูแลผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องของจิตอาสาฉือจี้ จะทำให้พวกเขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย

  Go to Top กลับสู่ด้านบน


 

 เรื่อง/ภาพ  :  ดรรชนี สุระเทพ

 

 

แพทย์ศิริราชร่วมออกหน่วยรักษาพยาบาลฟรี

20190224-042-bydatchanee resize

รู้ถึงคุณค่าของแนวคิดความรักอันยิ่งใหญ่ แพทย์ศิริราชร่วมให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วย

          ฉือจี้ในเมืองไทยได้ดำเนินกิจกรรมบริการชุมชน รักษาพยาบาลฟรี ต่อเนื่องสู่ปีที่ 5 โดยที่ผ่านมา ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ จิตอาสาฉือจี้ และผู้มีเมตตาจิตทั้งหลาย ต่างร่วมกันให้บริการทางการแพทย์ แก่ผู้ป่วยที่พลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนอย่างสุดกำลังแรงกายและแรงใจ และในกิจกรรมรักษาพยาบาลฟรี 24 กุมภาพันธ์นี้ ยังมีแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชร่วมให้บริการตรวจรักษาอีกด้วย

 

20190224 web resize

กิจกรรมบริการชุมชน รักษาพยาบาลฟรี

          จิตอาสาฉือจี้คุณหวังจงเสียนบอกเล่ามูลเหตุว่า ปีที่ผ่านมา ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางไปศึกษาดูงานฉือจี้ไต้หวัน ความประทับใจจากการศึกษาดูงานครั้งนั้น ทำให้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ นำคณะบุคลากรทางการแพทย์ไปศึกษาดูงานฉือจี้ไต้หวันอีกหนึ่งคณะ ต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม คุณหลินซินหรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉือจี้ฮวาเหลียน เดินทางมายังประเทศไทย คุณยงเกียรติ เกียรติเสริมสกุล ประธานสมาคมแพทย์อาสาฉือจี้นานาชาติของเมืองไทย จึงอาศัยโอกาสอันดีนี้ นำคุณหลินซินหรงและจิตอาสาฉือจี้ เข้าพบปะพูดคุยกับ ศ.นพ.ประสิทธิ์

 

20181214-002-bywangchunghsien resize

14 ธันวาคม 2561 คุณหลินซินหรง ผอ.รพ.ฉือจี้ฮวาเหลียน (ซ้าย 1) คุณสุกัญญา ริมพนาเวศ (ขวา 1) และ คุณยงเกียรติ เกียรติเสริมสกุล (ขวา 2) เดินทางไปยังรพ.ศิริราช เพื่อพบปะพูดคุยกับ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา (ซ้าย 2) เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมรักษาพยาบาลประจำปี 2652

 

          คุณหวังจงเสียน แบ่งปันว่า “ในระหว่างการสนทนาบนโต๊ะอาหารนั้น คุณหลินซินหรงได้เชิญชวนคุณหมอประสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมของสมาคมแพทย์อาสาฉือจี้นานาชาติที่ฮวาเหลียน คุณหมอก็ตอบรับความความยินดี จิตอาสาฉือจี้ยังเชิญชวนคุณหมอร่วมกิจกรรมรักษาพยาบาลฟรีของปีนี้ คุณหมอก็บอกว่าจะต้องผ่านที่ประชุมของโรงพยาบาลก่อน ดังนั้น เมื่อผ่านมติที่ประชุมแล้ว ก็จะมีคุณหมอจากรพ.ศิริราชมาร่วมกิจกรรมรักษาพยาบาลฟรีทุกๆเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ซึ่งในวันนี้คุณหมอประสิทธิ์ได้นำคุณหมออีก 2 คน รวมกับตัวคุณหมอเองเป็น 3 คน มาช่วยตรวจรักษาผู้ป่วยครับ ”

 

20190224-111-bylek resize

24 กุมภาพันธ์ 2562 ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา (ซ้าย ) นำแพทย์จากรพ.ศิริราชร่วมกิจกรรมรักษาพยาบาลฟรีเป็นครั้งแรก

                           

                       ตรวจรักษาด้วยความใส่ใจ ให้บริการดั่งคนในครอบครัว

          ในบรรดาผู้ป่วยซึ่งมาจากหลากหลายประเทศ ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนากันเช่นนี้ บุคลากรทางการแพทย์ต่างนำจิตวิญญาณแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ให้บริการผู้ป่วยดั่งญาติมิตรตน
แพทย์ศิริราช :ตรงไหนที่มันปวดนะ ตรงล่างๆใช่ไหมคะ
ผู้ป่วย          :ใช่ค่ะ
แพทย์ศิริราช : หนูปวดตรงสะดือมากกว่าเหรอคะ
ผู้ป่วย          :ใช่ค่ะ
แพทย์ศิริราช :แล้วตรงนี้ปวดมั้ย.....ตรงนี้ไม่ปวดน้อ

           แพทย์ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยความพากเพียรอ ตั้งใจวินิจฉัยโรค จ่ายยารักษาโรคแก่ผู้ป่วยอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อขจัดความทุกข์แก่ผู้ป่วย

20190224-013-bydatchanee resize

       แพทย์ศิริราชตรวจรักษาด้วยความตั้งใจ รับฟังความทุกข์ผู้ป่วยด้วยความใส่ใจ 

                   ขจัดทุกข์บำรุงสุข ให้คำแนะนำสุขอนามัยในชีวิตประจำวันแก่ผู้ป่วย


     ศ.นพ.ประสิทธิ์ ไม่เพียงนำแพทย์อีกสองท่านมาร่วมกิจกรรมรักษาพยาบาล หากยังร่วมตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยตนเอง และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขอนามัยในชีวิตประจำวันแก่ผู้ป่วยอีกด้วย

    ศ.นพ.ประสิทธิ์ :นี่คือชื่อกลุ่มของโรคที่ผมจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติม คุณก็สามารถเอาชื่อโรคที่ผมเขียนให้ไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตได้เช่นกันครับ เพื่อทำความเข้าใจว่าโรคเหล่านี้มันเป็นอย่างไร

ล่ามแปลภาษา    :ถ้าเข้าไปดูแล้ว จะทำให้เธอรู้สึกกลัวไหมคะ

ศ.นพ.ประสิทธิ์    :ไม่ครับๆ ผู้หญิงในช่วงอายุนี้ป่วยเป็นโรคนี้เป็นเรื่องปกติครับ และสามารถรักษาได้ครับ

 

20190224-022-bydatchanee resize

ศ.นพ.ประสิทธ์ ไม่เพียงนำแพทย์อีกสองท่านมาร่วมกิจกรรมรักษาพยาบาล หากยังร่วมตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยตนเอง และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขอนามัยในชีวิตประจำวันแก่ผู้ป่วยอีกด้วย

 

     โรงพยาบาลศิริราช เป็นโรงพยาบาลหลวงแห่งแรกของไทย ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2431 มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 131 ปีแล้ว ด้วยการพัฒนาวิทยาการทางการแพทย์อย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้โรงพยาบาลศิริราชสามารถให้บริการด้านการแพทย์แก่ประประชาชนอย่างครบวงจร และพัฒนาสู่หนึ่งในสถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์

 20190224-014-bydatchanee resize

 แพทย์ศิริราชตรวจรักษาด้วยความตั้งใจ อธิบายแนวทางรักษาโรคแก่ผู้ป่วยอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 


  เรื่อง ดรรชนี สุระเทพ    ภาพ  หวังจงเสียน    พิณญ์ธิชา จันทร์สุขศรี    ดรรชนี สุระเทพ