ค้นหาข่าว

เมื่อผู้ดูแลก็อ่อนล้า ใครจะดูแลเขา

 20260421 000

วันที่ 21 เมษายน 2569 อาสาสมัครฉือจี้ได้ลงพื้นที่ชุมชน เพื่อเยี่ยมเยียนและดูแลสองครอบครัวที่ประสบความยากลำบากในชีวิตความเป็นอยู่ ให้การดูแลด้วยความอ่อนโยนและอดทน ช่วยทำความสะอาดบ้าน ป้อนอาหาร ดูแลความสะอาดร่างกาย พร้อมทั้งใส่ใจเรื่องการใช้ยา และประสานเชื่อมโยงทรัพยากรทางการแพทย์ เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวและส่งต่อความห่วงใย


 

ความรักของพ่อที่แบกรับไว้เพียงลำพัง

ครอบครัวแรก คือคุณตาวัยกว่า 80 ปี ที่ต้องดูแลลูกสาววัยกว่า 30 ปีซึ่งป่วยทางจิต ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แม้แต่การอาบน้ำหรือรับประทานอาหารก็ต้องพึ่งพาผู้เป็นพ่อทั้งหมด “ไม่ได้อาบน้ำมานานแค่ไหนแล้ว”อาสาสมัครฉือจี้เอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“หนึ่งเดือนกว่าแล้ว” คุณตาเป็นผู้ตอบแทน
คำตอบสั้น ๆ แต่สะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งที่ผู้สูงอายุต้องแบกรับมาอย่างยาวนานเพียงลำพัง ในวันนั้น อาสาสมัครช่วยกันแบ่งหน้าที่ ดูแลป้อนอาหาร อาบน้ำ สระผม ตัดผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกสาวของคุณตา จากสภาพที่ดูมอมแมมและไร้ชีวิตชีวา ค่อย ๆ กลับมาสะอาดเรียบร้อยและสดชื่นขึ้น พร้อมกันนี้ยังช่วยตรวจสอบและจัดยา แนะนำการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงประสานหน่วยงานทางการแพทย์ในพื้นที่ เพื่อวางแผนการรักษาในระยะยาว หวังให้เส้นทางการดูแลในอนาคตมีความมั่นคงขึ้น และช่วยลดภาระของครอบครัว

 

20260421-001

 

20260421-002

 

20260421-003

 

ผู้ดูแลก็ต้องการการดูแลเช่นกัน
ครอบครัวที่สอง เป็นลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่ต้องดูแลมารดาสูงวัยที่นอนติดเตียงเพียงลำพัง ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวเธอเองก็เป็นผู้ที่ต้องการการดูแลเช่นกัน

อาสาสมัครฉือจี้เข้าไปช่วยตัดเล็บให้ผู้เป็นแม่และพูดคุยเป็นเพื่อน แม้เป็นการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ทำให้ชีวิตในขณะนั้นมีความเบาสบายและมั่นคงขึ้น
ในชุมชนมี อสม. คอยดูแลอยู่แล้ว และการเข้ามาของอาสาสมัครครั้งนี้ ก็เป็นการเสริมพลัง ช่วยกันแบ่งเบาภาระ
“ไม่ค่อยเห็นองค์กรการกุศลที่ดูแลต่อเนื่องแบบนี้ ไม่ใช่แค่ให้แล้วก็จากไป แต่ยังกลับมาดูแลต่อ” คุณไพจิตร อสม. กล่าวด้วยความประทับใจ การดูแล จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือครั้งเดียว แต่คือการอยู่เคียงข้างอย่างต่อเนื่อง

 

 

20260421-004

 

20260421-005

 

เห็นทุกข์จึงเข้าใจสุข เติบโตจากการให้
อาสาสมัคร ฐิชารดี ซ่อนกลิ่น เล่าว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ดูแลบุคคลที่ไม่ใช่ญาติ จากความรู้สึกตื่นเต้นและไม่คุ้นเคยในตอนแรก จนสามารถก้มลงและยื่นมือช่วยเหลือด้วยตนเอง จากการได้เห็นและสัมผัสจริง ทำให้เธอเข้าใจความหมายของ “การเห็นทุกข์เข้าใจสุข” เธอกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า ในมุมหนึ่งของสังคม ยังมีผู้คนอีกมากที่ต้องเผชิญความลำบากโดยไม่มีใครรับรู้ และการที่เธอมีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลือ ถือเป็นบุญวาสนาอย่างหนึ่ง

จากการลงมือช่วยเหลือ เธอได้เรียนรู้ที่จะใช้หัวใจรับฟังความต้องการของผู้อื่น พร้อมทั้งพัฒนาความอดทนและความเข้าอกเข้าใจ และสัมผัสถึงความสุขจากการให้ เธอตระหนักว่า การให้ไม่เพียงช่วยเหลือผู้อื่น แต่ยังเป็นการขัดเกลาจิตใจและพัฒนาตนเอง ทำให้ชีวิตมีทิศทางและคุณค่ามากยิ่งขึ้น

ก่อนจากลา อาสาสมัครฉือจี้กล่าวเบา ๆ ว่า “ขอบคุณในบุญสัมพันธ์นี้ที่ทำให้เราได้มีโอกาสดูแลครอบครัวมากมาย” ในการให้แต่ละครั้ง ยิ่งทำให้เข้าใจความหมายของ “เมื่อผู้อื่นเจ็บปวด เราก็เจ็บปวด เมื่อผู้อื่นทุกข์ เราก็ทุกข์” และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นการลงมือทำ เพื่อให้ความรักและความเมตตาหมุนเวียนต่อไปไม่สิ้นสุด

 


                                                              เรื่อง  บุษรา สมบัติ     ภาพ  พิณญ์ธิชา จันทร์สุขศรี, สิงหราช ชวนชม